News Ticker

เปิดสอนพิเศษ อาชีพที่ไม่ต้องลงทุนสูง

เปิดสอนพิเศษ อาชีพที่ไม่ต้องลงทุนสูง

การเป็นครูสอนพิเศษถือเป็นอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจมากในปัจจุบัน เนื่องจากระบบการศึกษาไทยอาศัยการแข่งขันเป็นหลัก มีการสอบกันทุกระดับชั้น ดังนั้นการทำคะแนนได้ดีถือเป็นใบเบิกทางในการเข้าสู่สถาณศึกษาที่ได้รับความนิยม

ด้วยอัตราการแข่งขันด้านการศึกษานี้ ทำให้เนื้อหาในห้องเรียนที่โรงเรียนมีไม่เพียงพอ เพราะจำนวนนักเรียนต่อครูผู้สอนมีค่ามากกว่าค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ การดูแล หรือการตรวจสอบความเข้าใจของเด็กให้ทั่วถึงจึงเป็นไปได้ยาก เทคนิคในการทำข้อสอบต่างๆ แทบจะไม่ปรากฏในห้องเรียน เนื่องจากเน้นเนื้อหาวิชาการเป็นสำคัญ

จากเหตุผลดังกล่าวทำให้มีสถาบันสอนพิเศษเป็นจำนวนมาก จนรัฐบาลต้องหันมาเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชาตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา

ดังนั้นการเข้าสู่อาชีพนี้จึงเป็นความฝันของหลายๆคน เพราะมองว่าเป็นงานอิสระ มีเกียรติ และสร้างรายได้ให้อย่างสม่ำเสมอ เรามาดูกันนะครับว่าการจะเริ่มต้นอาชีพนี้เป็นอย่างไร ต้องดำเนินการอะไรบ้าง

ลักษณะงาน

เป็นการถ่ายทอดความรู้ความเชี่ยวชาญที่เรามีให้กับผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในหลักการนั้นๆมากขึ้น จนสามารถทำคะแนนในห้องเรียนได้ดี และส่งผลให้สามารถทำข้อสอบในสนามแข่งขันต่างๆ ได้

คุณสมบัติของครูผู้สอน

บางคนอาจจะคิดว่าจะเป็นครูสอนพิเศษได้จะต้องเป็นคนเรียนเก่งหรือมีชื่อเสียงด้านวิชาการมาก่อน ก็ต้องขอบอกว่าไม่จำเป็น ขอให้เรามีความถนัดในด้านนั้นๆ และศึกษาค้นคว้าข้อมูล แนวทางการเรียนรู้ หรือดูตัวอย่างข้อสอบในรายวิชานั้นๆว่าเราทำได้หรือไม่ เราก็จะค้นพบว่าการสอนพิเศษไม่ใช่เรื่องยาก

สิ่งที่จำเป็นคือคุณวุฒิด้านการศีกษาที่จะเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ได้ อย่างน้อยเพื่อสร้างความมั่นใจเบื้องต้นให้กับผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานมาเรียน หากคุณจบปริญญาตรีมา คุณก็สามารถสอนเด็กได้ตั้งแต่เด็กชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมปลาย เนื่องจากคุณได้เรียนผ่านมาหมดแล้วในสายนั้นๆ แค่กลับไปทบทวนความรู้ ลองทำข้อสอบเอง คุณก็จะพบว่าสามารถสอนเด็กได้แล้ว ตั้งแต่พื้นฐานของเรื่องนั้นๆ จนวิธีการในการทำข้อสอบ

รายได้

ส่วนใหญ่แล้วจะตั้งราคาเป็น คอร์ส โดยกำหนดวันเวลาที่เรียน ระยะเวลาที่เรียน ตีมาเป็นจำนวนชั่วโมง โดยหากเป็นการเรียนรวมกันอาจจะคิดที่ ชั่วโมงละ 50 บาท ต่อหัว ไปจนถึง 100 บาท ต่อหัว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับระดับความยากง่ายในหัวข้อนั้นๆ

หากเป็นการเรียนตัวต่อตัว ค่าเล่าเรียนต่อชั่วโมงก็จะสูงขึ้น วิชาเฉพาะในระดับ มัธยมปลายหากเรียนตัวต่อตัวอาจจะอยู่ที่ระดับ 500 – 1000 บาท ต่อชั่วโมง แต่หากเป็นระดับประถม อาจจะอยู่ที่ประมาณ 200 – 300 บาท ต่อชั่วโมง

แต่หากมีจำนวนนักเรียนมากขึ้น ราคาค่าเรียนก็จะลดหลั่นลงไป เช่นเรียน 4 คน ระดับ ม.ปลาย อาจจะคิดที่ 200 บาท ต่อหัว ต่อชั่วโมงเป็นต้น

วิธีการทราบราคาตลาด ก็เพียงแค่ไปสถาบันติวใกล้บ้านแล้วลองถามราคาค่าเรียนดู อาจจะให้เหตุผลว่าถามให้หลาน ให้น้อง โดยกำหนดระดับชั้นไปในใจ แล้วถาม ก็จะได้ราคาออกมาให้เราพิจารณาได้ทันที

ราคาที่เหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับทำเล อัตราการแข่งขันในพื้นที่นั้นๆ และสภาพเศรษฐกิจโดยรวม

เครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นในการเริ่มต้น

– สถานที่ อาจจะเริ่มจากบ้านของตัวเอง โดยกำหนดห้องเรียนที่เหมาะสม อาจจะเป็นห้องนั่งเล่นก่อน เนื่องจากเริ่มต้นอาจจะมีคนมาเรียนเพียงไม่กี่คน แล้วค่อยขยับขยายหากเริ่มมีแนวโน้มที่ดี หากต้องปิดตัวก็จะไม่เจ็บตัวมาก

– โต้ะสำหรับนั่งเรียน อย่างโต้ะสนามผิวฟอเมก้ามันวาว ขนาด 1.8 x 0.7 เมตร จะตกตัวละประมาณ 2000 บาท ซึ่งขาจะพับเก็บได้ หากโต้ะสั้นกว่านี้ราคาก็จะถูกกว่านี้ โต้ะขนาด 1.5 เมตร จะสามารถจัดที่นั่งได้ประมาณ 7 คน ฝากละ 3 หัวโต้ะอีก 1

– เก้าอี้พลาสติคอย่างหนาพร้อมพนักพิง ราคาตัวละประมาณ 250 บาท สิบตัวก็ประมาณ 2500 บาท ควรเลือกตัวหนาๆไปเลยเพราะเด็กมักจะซนชอบยืนบนเก้าอี้ และมักจะลงน้ำหนักตัวเองแรงๆลงบนเก้าอี้ เมื่อก้นเก้าอี้เริ่มหัก เด็กก็จะไม่ยอมนั่งแล้ว ต้องหาเบาะมาใส่เพิ่ม

– กระดาไวท์บอร์ด ราคาประมาณ 400 – 3000 บาท ขึ้นอยู่กับลักษณะและขนาด ตามร้านเครื่องเขียนทั่วไปจะมีขนาด 1.20 x 0.80 เมตร ราคาไม่เกิน 300 บาท อาจจะนำมาแขวนกับผนัง หรือหน้าต่างห้องได้เลย แต่หากเป็นแบบมีล้อเลื่อนก็อาจจะราคาสูงตามไปด้วย

– ปากกาเขียนไวท์บอร์ด ราคาปัจจุบันหาซื้อได้ที่ประมาณอันละ 20 – 25 บาท

– เอกสารการเรียน อาจจะทำขึ้นมาเอง หรือหาจากในเน็ต หรือซื้อหนังสือมาถ่ายเองสารเพิ่มเติมได้ เครื่องพิมพ์ที่ต่อกับคอมพิวเตอร์และถ่ายเอกสารได้ในตัวราคาจะอยู่ที่ประมาณ 4000 บาท เท่านั้น (ใส่หมึกพิมพ์ด้านนอก จะได้ไม่เปลืองหมึก)

จะเห็นว่าหากดูต้นทุนรวมเครื่องพิมพ์แล้ว ลงทุนขั้นต้นไม่เกิน 10,000 บาท ก็สามารถเปิดสอนพิเศษได้แล้ว หากเลิกกิจการอุปกรณ์ทุกอย่างสามารถใช้งานอย่างอื่นได้ หากตัดเครื่องพิมพ์ออกไป ก็จะลงทุนประมาณ 5,000 บาทเท่านั้น แล้วค่อยวิ่งถ่ายเอกสารเอง

การจัดเตรียมเนื้อหาการสอน

เริ่มต้นควรตั้งเป้าไว้เลยว่าต้องการจะสอนวิชาอะไรบ้าง สอนระดับไหน โดยทั่วๆไปแล้ว ควรจะเน้นวิชาที่เราถนัดที่สุดวิชาแรกไว้ก่อน เพราะการเปิดสอนหลายวิชาเราจะเสียเวลาในการศึกษาข้อมูลและทบทวนเนื้อหาต่างๆมาก อาจจะเริ่มต้นด้วยการรับสอน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย วิชาใดวิชาหนึ่ง

กลุ่มเป้าหมายตั้งไว้เลยว่าต้องการเปิดสอนระดับไหน เช่น ป.1 – ป.6, ม.ต้น หรือ ม.ปลาย แนะนำว่าควรเริ่มจากระดับล่าง เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยในการจัดการเรียนการสอน แล้วค่อยไต่ไปตามระดับชั้นของเด็กกลุ่มนั้นๆ

เมื่อเราได้วิชาและกลุ่มเป้าหมายแล้ว ศึกษาเนื้อหาพื้นฐานในโรงเรียนของกลุ่มเป้าหมายว่ามีหัวข้ออะไรบ้าง แล้วเข้าไปร้านหนังสืออย่าง ซีเอ็ด จะพบคู่มือการเรียนต่างๆมากมาย เลือกมาพอประมาณ แล้วศึกษาแนวทางของเนื้อหา และข้อสอบต่างๆ ลองทำเองว่าตัวเองคิดถูกหรือไม่ จะได้สอนเด็กได้ว่าเราคิดอย่างไร ทำไมถึงเลือกข้อนั้นๆเป็นต้น

จากนั้นกำหนดแผนการสอนคร่าวๆว่า จะสอนเนื้อหาเรื่องอะไรกับเด็กบ้าง จะให้เด็กลองหัดทำข้อสอบช่วงไหน จะมีการเฉลยข้อสอบอย่างไรเป็นต้น ในฐานะของครูสอนพิเศษ อาจจะไม่สอนลงลึกในเนื้อหามากนัก แต่ให้เน้นไปที่ข้อสอบแล้วย้อนมาที่เนื้อหาจะเหมาะสมกว่า

จะหาผู้เรียนได้อย่างไร

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะวิชาที่สอน แต่หากเป็นวิชาพื้นฐานที่อยู่ในรายวิชาของโรงเรียน เป้าหมายคือเด็กนักเรียน ที่เราต้องการจะเข้าถึงให้ได้ เราอาจจะทำได้โดยการทำป้ายไวนิล ขนาด 120×80 ซม ราคาจะอยู่ที่ราวๆ 150 – 200 บาท ต่อป้าย นำไปติดไว้บริเวณใกล้โรงเรียน โดยควรระบุวิชาที่จะสอน ระดับชั้น เบอร์โทรติดต่อ

เนื่องจากการหาสถานที่เรียนพิเศษของผู้ปกครองนั้นจะคำนึงถึงการรับส่งบุตรหลาน ชื่อเสียงของครูผู้สอน และปัจจัยอื่นๆ แต่บางครั้งการรับส่งอาจจะลำบาก ครูที่อยู่ใกล้บ้านแม้จะไม่มีชื่อเสียงก็มีโอกาสที่จะไปสมัครเรียนได้สูงกว่าสำหรับผู้ปกครองจำนวนหนึ่ง ดังนั้นการติดป้ายไว้หน้าบ้านหรือสถานที่ๆ รับสอนด้วยจะเป็นตัวแปรในการรับพิจารณาที่ดีอันหนึ่ง จึงควรทำป้ายพิเศษมีข้อความเช่น “ที่นี่รับสอนวิทยาศาสตร์ ป1-ป6” ติดไว้หน้าบ้านด้วย

หากคุณสอนได้ผล เด็กทำคะแนนได้ดีขึ้น ส่วนใหญ่แล้วเด็กๆจะชวนเพื่อนๆกันมาเอง การตลาดแบบปากต่อปากถือเป็นวิธีการที่ได้ผลที่สุดในการประชาสัมพันธ์ผลงานของคุณ หรือหากมีเพื่อนที่เป็นครู ร้านเสริมสวย ร้านขายของชำ ร้านน้ำชา ก็อาจจะไปฝากเอกสารรายละเอียดเอาไว้ หรือขอติดป้ายประชาสัมพันธ์ไว้ก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่ง

สรุป

ไม่ว่าอาชีพอะไร ถ้าคุณมีความรับผิดชอบ มุ่งมั่นตั้งใจ ก็จะเกิดผลดีตามมา การสื่อสารกับผู้ปกครองถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีอย่างหนึ่งในการติดตามแจ้งสัมฤทธิ์ผลการเรียนของเด็ก จึงควรจะแจก Line ID หรือ Facebook ให้ผู้ปกครองได้ติดตามไว้อีกทางหนึ่งด้วย

จะเห็นได้ว่าการเปิดสอนพิเศษนั้นไม่ยาก การสอนแบบห้องเรียนเล็กๆ นั้นยังไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนหรือขออนุญาตอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด หากเมื่อเริ่มติดลมบนแล้วค่อยเปิดขออนุญาตอย่างเป็นทางการก็ไม่สาย

รายได้จากการสอนพิเศษปัจจุบันต้องเสียภาษี นั่นคือนับเป็นรายได้ที่ต้องคำนวน โดยไม่มีการหักเหมาจ่าย เนื่องจากถือเป็นการบริการ ซึ่งปัจจุบันนี้หากรายได้ทั้งปีไม่เกิน 240,000 บาท (รวมเงินเดือนประจำ) ก็ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้อยู่แล้ว หรือรายได้ไม่เกินเดือนละ 20,000 บาท ก็ไม่ต้องเสียภาษีนั่นเอง

Leave a comment

Your email address will not be published.

*